เคยไหม? สินค้าขายดีที่สุดของร้านดัน ของหมด กลางแคมเปญ ทั้งที่คุณเพิ่งเติมสต๊อกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หรือกลับกัน—สั่งของมาตุนเยอะจนเงินจมอยู่ในคลังเป็นหมื่น ๆ บาท
ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วย 'ความรู้สึก' แต่แก้ด้วย ตัวเลข และหัวใจของมันคือสองสูตรที่ผู้ขายมืออาชีพใช้กันทั้งโลก นั่นคือ Reorder Point (จุดสั่งซื้อซ้ำ) และ Safety Stock (สต๊อกสำรอง) บทความนี้จะพาคุณเข้าใจ วิธีคำนวณ Reorder Point แบบทีละขั้น พร้อมทำตามใน Excel ได้เลย
ทำไมการ 'กะเอา' ถึงทำร้ายร้านคุณ
เวลาสต๊อกหมด คุณไม่ได้เสียแค่ยอดขายวันนั้น แต่คุณเสีย 3 อย่างพร้อมกัน:
- ยอดขายที่หายไป — ลูกค้ากดสั่งไม่ได้ ก็ไปซื้อร้านคู่แข่ง
- อันดับสินค้าตก — แพลตฟอร์มอย่าง Shopee/Lazada มักลดการมองเห็นสินค้าที่สต๊อกเป็นศูนย์
- คะแนนร้านลดลง — ยิ่งถ้าเผลอรับออเดอร์แล้วส่งไม่ได้
ในทางกลับกัน การสั่งของมากเกินไปก็ทำให้ เงินทุนจม ค่าเช่าคลังพุ่ง และเสี่ยงสินค้าหมดอายุหรือตกเทรนด์ ทางออกคือหาจุดสมดุลด้วยสูตร

Safety Stock คืออะไร และคำนวณยังไง
Safety Stock คือสต๊อก 'กันเหนียว' ที่คุณเก็บเผื่อไว้รับมือความไม่แน่นอน เช่น ยอดขายพุ่งกะทันหัน หรือซัพพลายเออร์ส่งของช้ากว่าปกติ
สูตรพื้นฐาน
Safety Stock = (ยอดขายสูงสุดต่อวัน × Lead Time สูงสุด) − (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × Lead Time เฉลี่ย)
โดย Lead Time คือจำนวนวันตั้งแต่คุณกดสั่งของกับซัพพลายเออร์ จนของมาถึงพร้อมขาย
ลองดูตัวอย่างสินค้ารหัส SKU-CREAM01 (ครีมกันแดด):
- ยอดขายเฉลี่ย: 20 ชิ้น/วัน — ยอดขายสูงสุด: 35 ชิ้น/วัน
- Lead Time เฉลี่ย: 7 วัน — Lead Time สูงสุด: 10 วัน
Safety Stock = (35 × 10) − (20 × 7) = 350 − 140 = 210 ชิ้น
วิธีคำนวณ Reorder Point ทีละขั้น
Reorder Point (ROP) คือ 'เส้นเตือน' ว่าเมื่อสต๊อกลดลงมาถึงจุดนี้ คุณต้องสั่งของเพิ่มทันที ไม่ต้องรอให้หมด
สูตรที่ต้องจำ
Reorder Point = (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × Lead Time เฉลี่ย) + Safety Stock
ใช้ตัวเลขจาก SKU-CREAM01 ต่อ:
ROP = (20 × 7) + 210 = 140 + 210 = 350 ชิ้น
แปลว่า ทันทีที่ครีมกันแดดเหลือ 350 ชิ้น คุณต้องกดสั่งเพิ่มทันที เพื่อให้ของล็อตใหม่มาถึงก่อนที่สต๊อกจะแตะสต๊อกสำรอง

ตารางสรุปความต่างของสองค่า
| หัวข้อ | Safety Stock | Reorder Point |
|---|---|---|
| บอกอะไร | เก็บเผื่อเท่าไร | ควรสั่งเมื่อไร |
| ตัวอย่าง | 210 ชิ้น | 350 ชิ้น |
ทำใน Excel ได้ใน 5 นาที
คุณไม่ต้องใช้โปรแกรมแพง ๆ เปิด Excel หรือ Google Sheets แล้วสร้างคอลัมน์ตามนี้:
- คอลัมน์ A–F: SKU, ยอดขายเฉลี่ย/วัน, ยอดขายสูงสุด/วัน, Lead Time เฉลี่ย, Lead Time สูงสุด
- คอลัมน์ Safety Stock ใส่สูตร: =(C2*E2)-(B2*D2)
- คอลัมน์ Reorder Point ใส่สูตร: =(B2*D2)+F2 (โดย F2 คือช่อง Safety Stock)
- ลากสูตรลงมาให้ครบทุก SKU แล้วตั้ง Conditional Formatting ให้ช่องสต๊อกคงเหลือเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อต่ำกว่า ROP
เท่านี้คุณก็มีระบบเตือนเติมสต๊อกอัตโนมัติแบบง่าย ๆ แล้ว

เมื่อสินค้าหลายร้อย SKU ทำ Excel ไม่ไหวแล้ว
สูตรเหล่านี้ทำงานได้ดีเมื่อคุณมีสินค้าไม่กี่ตัว แต่พอร้านโต มี SKU เป็นร้อย ๆ ขายหลายแพลตฟอร์ม การอัปเดตยอดขายและสต๊อกด้วยมือทุกวันจะกลายเป็นฝันร้าย และ 'ตัวเลขจริง' มักไม่ตรงกับในไฟล์
นี่คือจุดที่ระบบฟูลฟิลเมนต์อย่าง Flash Fulfillment เข้ามาช่วย เพราะเมื่อสต๊อกทั้งหมดอยู่ในคลังเดียวและเชื่อมกับทุกแพลตฟอร์ม:
- ยอดสต๊อกคงเหลือ อัปเดตแบบเรียลไทม์ ทุกครั้งที่มีออเดอร์
- ระบบช่วยติดตาม ความเร็วการขายและ Lead Time ให้เห็นแนวโน้มก่อนของจะขาด
- คุณมองเห็นภาพรวมผ่าน แดชบอร์ดเดียว ไม่ต้องสลับหลายหน้าจอ
พูดง่าย ๆ คือคุณยังใช้หลักการ Reorder Point เหมือนเดิม แต่ให้ระบบช่วยจับตัวเลขและเก็บ-แพ็ค-ส่งแทน คุณจะได้เอาเวลาไปโฟกัสที่การตลาดและเลือกสินค้าใหม่
สรุปประเด็นสำคัญ
- Safety Stock = สต๊อกกันเหนียวเผื่อความไม่แน่นอน
- Reorder Point = จุดที่ต้องกดสั่งของเพิ่มทันที คำนวณจากยอดขายเฉลี่ย × Lead Time + Safety Stock
- เริ่มจาก Excel ได้เลย แต่เมื่อ SKU เยอะขึ้นควรใช้ระบบช่วยจับตัวเลขเรียลไทม์
- ทบทวนตัวเลขทุกครั้งก่อน ช่วงแคมเปญใหญ่ เพราะยอดขายและ Lead Time จะเปลี่ยนไปมาก
อยากวางระบบสต๊อกให้พร้อมรับช่วงพีคของปี 2026 โดยไม่ต้องกลัวของขาดหรือของค้าง? ปรึกษาทีม Flash Fulfillment เพื่อเรียนรู้เรื่องการจัดการคลังสินค้าและฟูลฟิลเมนต์เพิ่มเติมได้เสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ควรทบทวนค่า Reorder Point บ่อยแค่ไหน?
แนะนำให้ทบทวนอย่างน้อยเดือนละครั้ง และทุกครั้งก่อนช่วงแคมเปญใหญ่หรือเทศกาลลดราคา เพราะยอดขายเฉลี่ยและ Lead Time ของซัพพลายเออร์มักเปลี่ยนไปมากในช่วงนั้น
ถ้ายอดขายแกว่งมากในแต่ละวันต้องทำอย่างไร?
ยิ่งยอดขายแกว่งมาก ค่า Safety Stock ยิ่งควรสูงขึ้น เพราะสูตรใช้ส่วนต่างระหว่างยอดขายสูงสุดกับเฉลี่ยอยู่แล้ว ลองเก็บข้อมูลย้อนหลังหลายเดือนเพื่อให้ตัวเลขสูงสุด/เฉลี่ยแม่นยำขึ้น
Reorder Point ต่างจากการตั้งแจ้งเตือนสต๊อกต่ำทั่วไปอย่างไร?
การตั้งแจ้งเตือนแบบกะเอา (เช่น เหลือ 50 ชิ้นค่อยเตือน) ไม่ได้คิดถึง Lead Time และความเร็วการขายจริง แต่ Reorder Point คำนวณจากข้อมูลจริง จึงช่วยให้ของล็อตใหม่มาถึงพอดีก่อนสต๊อกจะหมด
มีสินค้าหลาย SKU ต้องคำนวณแยกทุกตัวไหม?
ใช่ เพราะแต่ละ SKU มียอดขายและ Lead Time ต่างกัน การคำนวณแยกจะแม่นยำที่สุด หากจัดการเองไม่ไหว ระบบฟูลฟิลเมนต์ที่เชื่อมข้อมูลเรียลไทม์จะช่วยติดตามทุก SKU ให้พร้อมกันได้
