เคยไหม? ยอดสั่งซื้อกำลังพุ่ง ลูกค้าทักมารัว ๆ แต่พอเช็กสต๊อกในระบบกลับขึ้นคำว่า 'สินค้าหมด' ทั้งที่เพิ่งสั่งของเข้าไปไม่นาน อีกด้านหนึ่งบางร้านก็เจอปัญหาตรงข้าม คือสั่งของมาตุนเยอะเกินจนทุนจมอยู่บนชั้นวางเป็นเดือน ๆ
ทั้งสองอย่างนี้มีต้นตอเดียวกัน นั่นคือคุณยังไม่รู้ว่า 'ควรสั่งของเข้าเมื่อไหร่' และ 'ควรกันสต๊อกสำรองไว้เท่าไหร่' บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก วิธีคำนวณ Reorder Point และ Safety Stock แบบที่กดเครื่องคิดเลขตามได้เลย
ทำไม 'เดาเอา' ถึงทำให้ร้านคุณเสียเงิน
การสั่งของแบบใช้ความรู้สึก (เห็นว่าใกล้หมดก็สั่ง) ฟังดูยืดหยุ่นดี แต่จริง ๆ แล้วมันทำให้คุณเสียเงินเงียบ ๆ ใน 2 ทาง
- ของขาด (Stockout): เสียยอดขายที่ควรได้ ลูกค้าหนีไปร้านคู่แข่ง และที่เจ็บกว่าคือคะแนนร้านและอันดับการมองเห็นบนแพลตฟอร์มตก
- ของเกิน (Overstock): เงินทุนจมอยู่กับสินค้า เสียค่าเก็บคลัง และเสี่ยงต่อสินค้าหมดอายุหรือตกเทรนด์
ทางออกคือเปลี่ยนจากการเดา มาเป็นตัวเลขที่คำนวณได้ ซึ่งมีอยู่ 2 ตัวที่ต้องรู้จัก
รู้จัก 2 ตัวเลขหัวใจ: Safety Stock และ Reorder Point
| ตัวเลข | มันคืออะไร |
|---|---|
| Safety Stock (สต๊อกสำรอง) | สต๊อกเผื่อฉุกเฉิน กันเหตุไม่คาดฝัน เช่น ยอดพุ่งกะทันหันหรือซัพพลายเออร์ส่งช้า |
| Reorder Point (จุดสั่งซื้อซ้ำ) | ระดับสต๊อกที่พอแตะปุ๊บ ต้องสั่งของเข้าทันที ไม่ใช่รอจนหมด |
พูดง่าย ๆ คือ Safety Stock เป็นเบาะรองรับ ส่วน Reorder Point เป็นสัญญาณเตือนให้ลงมือสั่ง
สูตรคำนวณ Safety Stock
สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้จริงสำหรับร้านส่วนใหญ่คือ
Safety Stock = (ยอดขายสูงสุดต่อวัน × Lead Time สูงสุด) − (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × Lead Time เฉลี่ย)
คำว่า Lead Time คือระยะเวลาตั้งแต่คุณกดสั่งของ จนของมาถึงคลังพร้อมขาย
ลองดูตัวอย่าง SKU เสื้อยืด TS-WHITE-M
- ยอดขายเฉลี่ย 20 ชิ้น/วัน, วันที่ขายดีสุด 35 ชิ้น/วัน
- Lead Time เฉลี่ย 5 วัน, ช้าสุด 8 วัน
แทนค่า: (35 × 8) − (20 × 5) = 280 − 100 = 180 ชิ้น
แปลว่าคุณควรมีเสื้อรุ่นนี้สำรองไว้ 180 ชิ้นเป็นเบาะกันเหนียว
สูตรคำนวณ Reorder Point
เมื่อได้ Safety Stock แล้ว การหา Reorder Point ก็ง่ายมาก
Reorder Point = (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × Lead Time เฉลี่ย) + Safety Stock
ใช้ตัวเลขเสื้อ TS-WHITE-M เดิม: (20 × 5) + 180 = 280 ชิ้น
หมายความว่า ทุกครั้งที่สต๊อกเหลือ 280 ชิ้น คุณต้องสั่งของรอบใหม่ทันที เพราะระหว่างรอของ 5 วัน คุณจะขายไปอีกราว 100 ชิ้น และยังเหลือ Safety Stock 180 ชิ้นไว้รับมือถ้าของมาช้าหรือขายดีกว่าปกติ
โครงตาราง Excel ที่ก็อปไปใช้ได้เลย
คุณไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขทุก SKU ให้วางคอลัมน์ใน Excel หรือ Google Sheets แบบนี้ แล้วใส่สูตรครั้งเดียว
| คอลัมน์ | ตัวอย่างค่า |
|---|---|
| A: SKU | TS-WHITE-M |
| B: ยอดขายเฉลี่ย/วัน | 20 |
| C: ยอดขายสูงสุด/วัน | 35 |
| D: Lead Time เฉลี่ย | 5 |
| E: Lead Time สูงสุด | 8 |
จากนั้นใส่สูตรในเซลล์ถัดไป
- Safety Stock (F):
=(C2*E2)-(B2*D2) - Reorder Point (G):
=(B2*D2)+F2
ลากสูตรลงมาให้ครบทุก SKU แล้วคุณก็จะมีตารางเตือนสั่งของของทั้งร้านในแผ่นเดียว
เมื่อ SKU เยอะขึ้น Excel เริ่มเอาไม่อยู่
สูตรเหล่านี้แม่นยำก็จริง แต่มีจุดอ่อนคือ มันนิ่งตามค่าที่คุณกรอกไว้ ในชีวิตจริงยอดขายเฉลี่ยเปลี่ยนทุกสัปดาห์ ยิ่งช่วงแคมเปญใหญ่หรือเทศกาลลดราคา ยอดอาจพุ่งหลายเท่า ทำให้ Reorder Point ที่คำนวณไว้เดือนก่อนใช้ไม่ได้แล้ว และถ้าคุณมีหลักร้อย SKU การไล่อัปเดตมือทุกตัวแทบเป็นไปไม่ได้
นี่คือจุดที่ระบบฟูลฟิลเมนต์อย่าง Flash Fulfillment เข้ามาช่วยแบ่งเบา เพราะเมื่อสต๊อกของคุณอยู่ในคลังที่เชื่อมข้อมูลกับยอดขายจริง ระบบจะ
- เห็นยอดขายและระดับสต๊อกแบบเรียลไทม์ ไม่ต้องนับมือ
- แจ้งเตือนเมื่อ SKU ไหนแตะ Reorder Point เพื่อให้คุณสั่งของทัน
- มี Lead Time ภายในที่สั้นและคาดเดาได้ ช่วยให้ Safety Stock ที่ต้องกันไว้ลดลง = ทุนจมน้อยลง
พูดง่าย ๆ คือคุณยังเป็นคนตัดสินใจ แต่ระบบช่วยจับตาตัวเลขให้แทน
สรุปประเด็นสำคัญ
- Safety Stock คือเบาะกันของขาด คำนวณจากส่วนต่างของกรณีแย่สุดกับกรณีปกติ
- Reorder Point คือสัญญาณบอกว่าถึงเวลาสั่งของ ก่อนสต๊อกจะแตะ Safety Stock
- เริ่มจาก Excel ตามโครงด้านบนได้เลย แล้วค่อยขยับไปใช้ระบบเมื่อ SKU เยอะขึ้น
- อย่าลืมทบทวนตัวเลขยอดขายเฉลี่ยและ Lead Time เป็นระยะ โดยเฉพาะก่อนช่วงแคมเปญใหญ่
ถ้าร้านของคุณเริ่มมี SKU มากจนการคุมสต๊อกด้วยมือเริ่มหนักเกินไป ลองศึกษาเพิ่มเติมว่าการวางระบบคลังสินค้าและฟูลฟิลเมนต์จะช่วยให้ตัวเลข Reorder Point ทำงานแทนคุณได้อย่างไร แล้วคุณจะมีเวลาไปโฟกัสกับการขายมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าซัพพลายเออร์ส่งของไม่แน่นอนมาก ควรทำอย่างไร?
ยิ่ง Lead Time แกว่ง คุณยิ่งควรใช้ค่า Lead Time สูงสุดที่เคยเจอจริงในสูตร Safety Stock เพื่อเผื่อกรณีแย่สุด และพิจารณาหาซัพพลายเออร์สำรองไว้อีกเจ้าเพื่อกระจายความเสี่ยง
Reorder Point กับ Safety Stock ต่างกันอย่างไรแบบสั้น ๆ?
Safety Stock คือ 'จำนวนที่กันไว้' เผื่อฉุกเฉิน ส่วน Reorder Point คือ 'ระดับสต๊อกที่ต้องเริ่มสั่งของ' โดย Reorder Point จะรวม Safety Stock ไว้ในนั้นแล้วบวกกับยอดที่จะขายระหว่างรอของ
ควรคำนวณค่าพวกนี้ใหม่บ่อยแค่ไหน?
แนะนำให้ทบทวนอย่างน้อยเดือนละครั้ง และทบทวนเป็นพิเศษก่อนเข้าช่วงเทศกาลลดราคาหรือแคมเปญใหญ่ เพราะยอดขายเฉลี่ยต่อวันมักเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
มี SKU เป็นร้อย คำนวณทีละตัวไม่ไหว ทำอย่างไรดี?
เริ่มจากจัดลำดับความสำคัญ คำนวณ SKU ที่ขายดีและทำกำไรสูงก่อน ส่วนระยะยาวควรใช้ระบบที่ดึงข้อมูลยอดขายและสต๊อกมาคำนวณอัตโนมัติ เช่น ระบบคลังและฟูลฟิลเมนต์ที่แจ้งเตือนจุดสั่งซื้อให้เอง
